[รีวิว] หนังซูเปอร์ฮีโร่ Captain Marvel นักรบสาวแห่งเผ่าครี จาก marvel studio

8 ก.ค.    Uncategorized

กว่าจะมาเป็น “Captain Marvel” ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ "Brie Larson" ฟิตหุ่นเป๊ะยังไงถึงเป็นซูเปอร์ฮีโร่ได้? - JEAB.com

 

รีวิว Captain Marvel กัปตันมาร์เวล ในระหว่างการสู้รบกับเผ่าสครัลล์ เวียส สตาร์ฟอร์ซ (บรี ลาร์สัน) นักรบสาวแห่งเผ่าครี เพลี่ยงพล้ำถูกข้าศึกจับตัวไปค้นความทรงจำจนได้พบภาพชีวิตตอนเธออยู่บนโลกในนาม แครอล เดนเวอร์ เมื่อสบโอกาสหนีเธอจึงขโมยกระสวยแล้วดิ่งตรงไปยังโลก เพื่อหนีเหล่าสครัลล์ จนได้พบกับ นิค ฟิวรี่ (แซมมวล แอล แจ็คสัน) เจ้าหน้าที่หน่วยชีลด์ ที่ร่วมค้นหาตัวตนของเธอ ซึ่งเกี่ยวพันกับใครบางคนในอดีตที่กุมความลับเครื่องสร้างพลังงานมหาศาลที่อาจยุติสงครามทั้งมวลได้ งานนี้ เธอและนิคจำต้องร่วมมือกันค้นหามันก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป

แม้ตัวหนังจะดัดแปลงจากคอมิก Kree-Skrull War ปี 1971 ของ รอย โธมัส แต่ต้องบอกไว้ก่อนเลยว่า Captain Marvel เลือกที่จะเซ็ตเรื่องราวของตัวเองขึ้นใหม่และที่สำคัญมันยังตอบสนองกับแนวคิดเฟมินิสต์ที่ข้นขลั่กทั้งเรื่อง ทั้งที่มาของพลังพิเศษ หรือ เรื่องราวภูมิหลังที่อย่างกับหลุดมาจากโฆษณาเพื่อนหญิงพลังหญิง ไปจนรายละเอียดเล็กๆน้อยอย่างการแอบใส่ฉากที่ เวียส หรือ คารอล เดนเวอร์ ปล่อยพลังทำลายสแตนดี้หนัง True Lies ของเจมส์ คาเมรอน ในร้านบล็อคบัสเตอร์ที่เธอเดินผ่านแผงวีดีโอที่มีแต่หนังบู๊ผู้ชายๆ ซี่งก็คล้ายเป็นการการันตีว่าหนังทีมีผู้หญิงเป็นตัวนำจะออกมาสนุกไม่แพ้กัน ซึ่ง Captain Marvel ก็ทำได้จริงๆนั่นแหละ คือมันมีฉากบู๊ดีๆและมีดราม่าที่ทำถึงไม่แพ้ Black Panther ที่สำคัญคือหนังปูเรื่องให้ตัวละครตัวนี้แยกเดี่ยวๆเลยไม่ต้องไปพึ่งพาหนังเรื่องอื่นในจักรวาลนัก เหมาะกับคนที่ขี้เกียจจำรายละเอียดอย่างผมมากเลยดูแบบเอ็นจอยได้ทั้งเรื่องแบบไม่ต้องเครียดนึกรายละเอียดนี่นั่นมากนัก

สำหรับการแสดงของบรี ลาร์สันก็ถือว่าไม่ได้เสียยี่ห้อดาราออสการ์นะครับ เธอสามารถทำให้เราเชื่อได้ทั้งด้านที่แข็งแกร่งเหนือมนุษย์ความดิบเถื่อน ไปจนถึงด้านที่เปราะบางเมื่อเธอพบความจริงที่สั่นสะเทืิอนความเชื่อของเธอไปตลอดกาล ยิ่งได้ แซมมวล แอล แจ็คสัน ที่ช่วยเพิ่มสีสันให้เรื่องราวได้เป็นอย่างดีมาคอยรับส่งมุกกับเธอก็ยิ่งทำให้หนังดูสนุกโดยแทบไม่ต้องพึ่งพาฉากแอ็คชั่นมาคอยปลุกคนดูมากนัก รวมถึงนักแสดงสมทบทุกคนก็ทำหน้าที่ได้ดีจนกลายเป็นหนังมาร์เวลที่ภาพรวมทางการแสดงค่อนข้างแข๋็งแรงเรื่องหนึ่งในจักรวาลของหนังเลยทีเดียว

สิ่งที่ดูจะถูกใจและแอบดักแก่ผมอยู่มิใช่น้อยคงหนีไม่พ้นการเล่นกับเซ็ตติ้งในปี 1995 ตั้งแต่ซีนบนโลกซีนแรกที่จงใจให้แครอล ตกลงมากลางร้านบล็อคบัสเตอร์แล้วเดินผ่านเชลฟ์หนังแอ็คชั่นดังที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งนับๆดูก็แอบมีหลายเรืื่องในความทรงจำอยู่นะครับ ฮ่าาาา แต่โดยนัยยะแฝงแล้วการที่ กัปตัน มาร์เวล จะเป็นหนังเรื่องแรกของตระกูล Disney ที่ไม่ได้ลงสตรีมมิงทาง Netflix ยังเป็นการเสียดสีคู่แข่งตัวเองในอนาคตอย่างมีนัยยะสำคัญ เพราะหากจำกันได้ Netflix นี่แหละที่เริ่มบริการเช่าดีวีดีออนไลน์จนทำให้บล็อคบัสเตอร์อยู่ไม่ได้ และการที่หนังไปเซ็ตเริ่มที่บล็อคบัสเตอร์เองก็เหมือนเป็นเทียบเชิญศึกไปถึง Netflix ว่าตัวเองพร้อมลงแข่งในนามดิสนีย์พลัสไม่นานเกินรอ หรือการเล่นตลอกกับยุคสมัย

ทั้งอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ในยุคโมเด็มที่ทั้งอืด ทั้งไม่เสถียร หรือการปรากฎตัวของเครื่องมือสื่อสารยุคก่อนทั้งเพจเจอร์และโทรศัพท์หยอดเหรียญก็เรียกความทรงจำวัยหวานได้เป็นอย่างดี

แุถมยังทำให้เรารู้สึกเลยว่าเทคโนโลยีต่างๆมาไกลเหลือเกินจนบางครั้งเราก็หลงลืมสิ่งเหล่านี้ไม่ต่างจากนางเอกที่หลงลืมตัวเองในนามแครอล เดนเวอร์ไปหมดสิ้น นั่นทำให้การเซ็ตติ้ง

ดังกล่าวไม่ได้ไร้ความหมายแต่กลับส่งเสริมการเล่าเรื่องได้เป็นอย่างดี

และเป็นธรรมเนียมที่หนังมาร์เวลจะแยกการเมืองไม่ออก และแน่นอนว่าศัตรูหมายเลขหนึ่งก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล โดนัลด์ ทรัมป์ นั่นเองโดยคราวนี้ ประเด็นผู้อพยพที่กลายเป็น

จุดพลิกผันของหนังยังทำให้เราสืบย้อนไปมองประวัติศาสตร์อเมริกาว่าด้วย อารยะชนกับเผ่าพื้นเมือง ซึ่งหนังทำตรงนี้ออกมาได้เข้มข้นมาก มันสามารถกินความไปถึงความหมายหรือผลพวงของสงครามต่างๆ

ได้เป็นอย่างดี หรือแม้แต่ตัวละครซูพรีมอินเทลลิเจนต์ที่ถอดแบบมาจากคนที่ แครอล นับถือเองก็ยังมีแนวคิดเหมือน อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ที่พยายามคิดค้นอาวุธที่จะหยุดทุกสงคราม

ก่อนจะพบว่าเหรียญมีสองด้านเสมอ จนทำให้หนัง กัปตัน มาร์เวล กลายเป็นหนังที่อิงการเมือง และประวัติศาสตร์มากที่สุดในจักรวาลมาร์เวลแล้วล่ะครับ

 

อีกจุดที่เชื่อได้เลยว่าเหล่าทาสแมวจะต้องเสียอาการคงหนีไม่พ้นการปรากฎตัวของน้องกู๊ส ซึ่งจากตัวอย่างเราจะเห็นน้องกู๊สโผล่มาเหมือนตัวประกอบผ่านๆ

แต่บอกเลยว่านางแอบขโมยซีน และโปรยเสน่ห์ให้คอหนังได้หลงไหลกับความลำไยบีมของนางกันแบบไม่ได้พักไม่ได้ผ่อน ก่อนที่หนังจะเฉลยว่าแท้จริงแล้ว

ความอันตรายของนางค่ืออะไรเท่านั้นแหละ โอ้โหทั้งโหด มันส์ ฮา แบบไม่กล้าสปอยล์เลย ที่สำคัญนางยังเป็นไฮไลต์เด็ดสำหรับช่วงเอนด์เครดิตด้วยน้าาาาา

‘Jurassic World: Dominion’ เป็นภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ระทึกขวัญ ที่จะเปิดเผยพลังแห่งพันธุกรรม
สิ่งเดียวที่ขอเตือนแฟนๆหนังมาร์เวลไม่มีอะไรมากแค่อย่าดื่มน้ำเยอะก็พอ เพราะตามธรรมเนียมแล้วเราจำเป็นมากที่จะต้องดูเอนด์เครดิต 2 ตัวให้หมด ซึ่งหนังมีความยาวถึง 2 ชั่วโมง 4 นาที โดยส่วนตัวมองว่าเอนด์เครดิตคราวนี้ทำไม่ยืดเยื้อเท่าไหร่ รอไม่นานมาก ส่วนใครเป็นแฟนมาร์เวล เชื่อว่าอาจจะต้องดูเกิน 1 รอบเพราะหนังซ่อนอีสเตอร์เอ็กไว้เต็มไปหมด ส่วนใครคิดถึงคุณปู่ สแตน ลี หนัง กัปตัน มาร์เวล จะพิสูจน์ให้เราเห็นว่า คุณปู่ไม่ได้จากเราไปไหนจริงๆ

9 เรื่องน่ารู้ เกี่ยวกับ กัปตันมาร์เวล

1. ต้นเรื่องเปิดตัวโลโก้ค่าย Intro ได้ดีงามมากๆ เรียกได้ว่าน่าจะดีที่สุดใน MCU อีกครั้ง

2. แต่หลังจากที่หนังเปิดมา 15 นาทีแรกของหนังเต็มไปด้วยการปูเรื่องที่น่าเบื่อ แม้ว่าจะมีงานวิชวลทางด้านภาพที่แปลกตา แต่ก็ไม่ทำให้รู้สึกเข้าถึงหนังหรือคล้อยตามได้เลย

3. หนังไม่สามารถดึงเสน่ห์ยุค 80-90 ในแบบที่หนังอย่าง Ready Player One ทำเอาไว้ได้ มีเพียงพรอพที่เอามาประกอบฉากโดยขาดไร้จิตวิญญาณ

4. แต่ข้อดีก็มีนะ คือ End Credit ในส่วนของ Mid Credits ทำได้ดีกว่าหนังทั้งเรื่อง เรียกได้ว่า หนังปูมาเป็นชั่วโมงกว่า อาจเพื่อเป็นการทำให้ฉากMid Creditดูพีคขึ้นก็ได้

5. น้องแมว กู้สต์ เป็นตัวขโมยซีน และทำหน้าที่ได้ดีงามกว่านักแสดงทุกคนในเรื่อง รวมถึงตัวบท และตัวหนังเองด้วย

6. ชอบ เบน เมนเดลสันในเรื่องนี้นะ แต่เหมือนคาแรคเตอร์แกยังไปสุดได้มากกว่านี้อีก

7. หนังปูทางให้รู้จัก MCU มากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกว้าวเหมือนกับตอนดูหนังเรื่องอื่นๆในMCUได้แต่อย่างใด

8. ดนตรีประกอบไม่น่าจดจำอะไรเลย ที่มาของชุด หรือดีเทลยิบย่อย ขาดไร้เสน่ห์อย่างสิ้นเชิง

9. ถ้าเทียบกับหนังรุ่นพี่อย่าง Guardians of the Galaxy ที่มีพื้นหลังเป็นหนังอวกาศเหมือนกัน เรียกได้ว่า เรื่องนี้ไม่มีอะไรสู้เรื่องนั้นได้เลย รวมไปถึงตัวละครกัปตันมาร์เวลที่ว่าเก่งในระดับกอบกู้จักรวาลแทนเหล่าอเวนเจอร์สได้ ภาคนี้ก็แทบจะยังไม่เห็นความเก่งในแบบที่เลื่องลือไว้เลย รู้สึกยังไม่เชื่อในตัวละครนี้ขนาดนั้น แต่ก็นะ อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัว

ถึงแม้จะเป็นหนังที่มาหลังเพื่อน ๆ ฮีโร่คนอื่น ๆ ไปหลายปี แต่เรื่องราวในหนัง Captain Marvel เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปี ’90 ก่อนที่ Avengers จะมารวมตัวกันอยู่หลายปี ดังนั้น ผู้ที่เติบโตมาในยุค ’90 จะได้เห็นบรรยากาศเก่า ๆ ย้อนวันวาน ไม่ว่าจะเป็น ร้านเช่าวิดีโอบล็อกบัสเตอร์ เพจเจอร์ ตู้หยอดเพลง ซีดีรอม ฯลฯ ซึ่งตรงนี้แอบได้ใจเราไปเลย โดยไม่ต้องพยายาม

Vers (Brie Larson นักแสดงรางวัลออสการ์จาก Room) เป็นฮีโร่นักรบชั้นสูงของชาว Kree ที่มีพลังพิเศษแต่อยู่ในช่วงควบคุมและเรียนรู้การใช้งาน โดยมี Yon-Rogg (Jude Law จาก Sherlock Holmes) เป็นเมนเทอร์ ปัญหาอีกอย่างหนึ่งของ Vers คือเธอจำเรื่องราวในอดีตของตัวเองไม่ได้ แต่จะฝันถึงภาพการต่อสู้กับผู้หญิงคนหนึ่ง (Annette Bening จาก 20th Century Women) ซ้ำ ๆ อยู่เสมอ

ขณะออกปฏิบัติภารกิจกับทีม Vers พลาดท่าเสียทีกับ Skrulls (ชนเผ่าเอเลี่ยนที่แปลงร่างเป็นใครก็ได้) แต่ก็หลบหนีออกมาได้ แล้วมาโผล่ที่ดาวโลก จนเจอกับ Nick Fury (Samuel L. Jackson กับเทคนิคพิเศษช่วยลดอายุให้ดูหนุ่มขึ้นกว่ายี่สิบปีอย่างน่าอัศจรรย์) แต่แก๊ง Skrulls นำโดย Talos (Ben Mendelsohn จาก Ready Player One) ก็ยังตามมาล่าเธอถึงที่นี่อย่างไม่ลดละ

 

บท/เรื่องราวของ Captain Marvel ไม่ได้มีอะไรใหม่หรือพิเศษแบบเกินคาด ค่อนข้างธรรมดาและเป็นไปตามสูตรเสียด้วยซ้ำ แต่ก็มีสไตล์เฉพาะที่แตกต่างจากหนังฮีโร่เรื่องอื่น ๆ จากค่ายเดียวกัน โดยที่ยังรักษาอารมณ์ขันตามสไตล์ของมาร์เวล เพียงแต่มีมุกตลกสามช่าหรือมุกสามบาทห้าบาทน้อยลง

หนังก็มีประเด็นพลังหญิงอยู่บ้างแบบง่าย ๆ เบา ๆ ตามสมควร ไม่มากไปไม่น้อยไป เช่น นักบินไม่ใช่อาชีพของผู้หญิง แข่งรถไม่ใช่กีฬาหรือเกมของผู้หญิง ฯลฯ แต่ประเด็นมันก็ไม่ได้ถ่ายทอดออกมาทรงพลังหรือน่าสนใจอย่างที่คาดหวังสำหรับหนังฮีโร่หญิงเดี่ยวเรื่องแรกของค่ายนี้ (โดยส่วนตัวคิดว่า Wonder Woman ทำได้ดีกว่า โดยเฉพาะประเด็นเฟมินิสต์) ในขณะเดียวกัน หนังก็ให้ความสำคัญกับเรื่องของ minorities & refugees เข้ากับยุคสมัยปัจจุบันด้วย

ตัว Brie Larson เอง… ถึงแม้จะทำหน้าที่ได้ดี แต่ตัวละครยังขาดเสน่ห์ และหนังยังส่งเธอน้อยไปหน่อย ดูแล้วเรายังไม่ค่อยได้ฟีล #แม่มาแล้วธานอส ขนาดนั้น

รู้สึกว่า Wonder Woman ยังสตรองกว่า แต่ทั้งนี้ เข้าใจว่า Captain Marvel เพิ่งเริ่มใช้พลังเป็นตอนช่วงท้าย ๆ ของเรื่อง ต้องรอดู Avengers: Endgame กันอีกที ว่าแม่จะปล่อยพลังจัดเต็มไปถึงไหนได้อีก

พูดถึงพลัง… โดยส่วนตัวคิดว่า Captain Marvel มีพลังที่เก่งโคตรโอเว่อร์มากเกินไปจนทำให้เรารู้สึกลุ้นหรือตื่นเต้นกับฉากบู๊แอ็คชั่น เพราะอะไร ๆ มันก็ดูง่ายไปหมด ยังไง ๆ แม่ก็ชนะแบบไม่เสียเลือดเสียเนื้อ ซึ่งนั่นทำให้เรารู้สึกว่า ไม่ว่าฉากแอ็คชั่นเค้าจะพยายามทำมาสนุกแค่ไหน มันก็ออกมา เฉย ๆ อยู่ดีสำหรับเรา แต่ยังดีที่ดู IMAX 3D เค้าทำมาตื่นตาตื่นใจ สมมาตรฐานมาร์เวล

 

แต่โดยรวม เป็นหนังฮีโร่ที่ดูเพลิน ๆ เอาบันเทิงได้ แต่ต้องไม่คาดหวังมาก ถ้าหวังมาดูคั่นเวลาระหว่างรอ Avengers: Endgame อะไรแบบนั้นน่ะได้

เพราะมันก็มีจุดเชื่อมโยงกันในจักรวาลอยู่ด้วยหลายจุด โดยเฉพาะในช่วง end credit อันแรกที่เชื่อมโยงอย่างชัดเจน อันนี้คือต้องหยุดรอดู (end credit มีสองตัว ตัวแรกต้องดู ตัวที่สอง ดูก็ได้ ไม่ดูก็ได้)

 

นอกจากนี้ สิ่งที่ห้ามพลาดคือ ควรเข้าโรงหนังให้ไว เพื่อดูฉากเปิด MARVEL ช่วงเริ่มเรื่อง อันนั้นคือดีมาก เอาใจแฟนหนังไปเลย 10/10 (ลึก ๆ ชอบฉากนี้มากกว่าหนังเกือบทั้งเรื่องมัดรวมกัน)

สุดท้าย ไม่พูดถึงไม่ได้ นั่นก็คือน้องแมวส้ม ซึ่งเป็นตัวขโมยซีนของหนัง หนังมีฉากเอาใจทาสแมวอยู่ไม่น้อย และน้องแมวเองก็ช่วยเพิ่มความน่าดูให้กับหนังมากขึ้นจริง ๆ (แต่ก็ไม่ได้ปังหรือน่ารักเท่าน้อง Groot (I am Groot.) ขนาดนั้นนะ)

 

 

อเวนเจอร์ 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *