รีวิวหนังเลสเบี้ยนญี่ปุ่น Ride Or Die อยู่เป็น ยอมตาย เพื่อเธอ ในแนวโรดทริป

11 มิ.ย.    Uncategorized

รีวิวหนังเลสเบี้ยนญี่ปุ่น Ride Or Die  อยู่เป็น ยอมตาย เพื่อเธอ ในแนวโรดทริป

Ride or Die อยู่เป็น ยอมตาย เพื่อเธอ ภาพยนตร์ญี่ปุ่น Original Netflix เรื่องราวของสองสาว ที่ออกเดินทางไปด้วยกันเพื่อหลบหนีจากคดีฆาตกรรมที่เธอก่อขึ้นเพราะความรักที่มีให้กัน

ภาพยนตร์โรดทริปเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากมังงะชื่อ Gunjo 3 เล่มจบของ ชิง นากามูระ บอกเล่าเรื่องราวของ เรอิ (นำแสดงโดย คิโกะ มิซุฮาระ) สาวเลสเบี้ยนที่แอบหลงรัก สึจิมูระ (นำแสดงโดย โฮนามิ ซาโตะ) เพื่อนสมัยเรียนมัธยม แต่ความรักของเธอไม่สมหวัง แม้จะพยายามช่วยเหลือด้านการเงินให้เพื่อนที่ยากจนได้เรียนต่อจนจบ แต่เธอกลับเลือกแต่งงานกับนักธุรกิจร่ำรวยแทน จนกระทั่งวันเวลาผ่านไป เรอิได้รับโทรศัพท์จากสึจิมูระเพื่อขอนัดพบกันอีกครั้ง การนัดพบครั้งนี้เธอได้รับรู้ว่าสึจิมูระถูกสามีทำร้ายร่างกายอย่างหนักจนเธอทนไม่ไหวเหมือนตายทั้งเป็น และเปรยกับเรอิว่า “เธอฆ่าเขาฉันให้ได้ไหม” จากประโยคนี้ประโยคเดียวนี่แหละเรอิจึงตัดสินใจฆ่าสามีของเธอและหนีไปด้วยกัน จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวการเดินทางสานต่อความรักที่ผิดหวังในอดีตอีกครั้ง

ฉากเรื่องนี้ติดเรตรุนแรงสูงมากทั้งฆาตกรรมและ SEX
สำหรับคนที่อาจจะกระอักกระอ่วนใจก่อนดูเพราะคิดว่าเป็นแนวเลสเบี้ยนหนักไปทางเรื่อง SEX ต้องบอกว่าตัวเรื่องไม่ได้เป็นไปแบบนั้นเลยครับ แม้หัวใจสำคัญของเรื่องจะเป็นเรื่องความคาดหวังเรื่อง SEX ของเรอิที่หลงรักเพื่อนสาวมาตลอด แบบเปิดเผยด้วย ซึ่งถือว่าเรื่องทำออกมาซื่อตรงกับความเป็นจริงมากในมุมของสาวเลสเบี้ยนคนหนึ่งที่คาดหวังเรื่อง SEX กับผู้หญิงที่หลงรัก และเรื่องยังให้เรอิเป็นลูกคุณหนูมีฐานะร่ำรวย ถึงขนาดยอมจ่ายค่าเทอมให้เพื่อนที่ไม่มีเงินเรียนจนถึงขั้นคิดไปขายตัว ซึ่งอีกนัยก็คือการซื้อตัวเพื่อนไว้เพื่อแลกกับ SEX ในอนาคตที่เธอหวังลึกๆ เช่นกัน แม้โตขึ้นมาเรื่องยังวนเวียนอยู่กับความลุ่มหลงในตัวเพื่อนสาวแบบหัวปักหัวปำ จนถึงขนาดฆ่าคนเพื่อช่วยเธอออกมา

แม้เรื่องจะชัดเจนในความต้องการทางเพศของตัวเรอิ แต่หนังนำเสนอเรื่องราวการเดินทางแบบไร้จุดหมายของทั้งคู่มากกว่า ซึ่งหลังเรอิฆ่าคนไปเธอก็เคว้งทันที และไม่คิดว่าสึจิมูระจะมาช่วยเหลืออะไรตน แต่กลายเป็นว่าสึจิมูระกลับมาพาเธอหนีไป และก็เหมือนต้องการหนีไปเรื่อยๆ เพื่ออยู่กับเรอิมากกว่า ซึ่งตัวเรื่องนำเสนอช่วงเวลาการเดินทางของทั้งคู่ออกมาแบบบน่ารัก มีโมเมนต์กุ๊กกิ๊กกันตลอดทาง พร้อมทั้งงานภาพมุมสูงที่สวยงามของญี่ปุ่นในหลายฉาก กับเพลงประกอบที่เพราะทุกเพลง เป็นเหมือนหนังโรดทริปจริงๆ แบบที่ลืมไปเลยว่าเปิดเรื่องมาก็มีฉากฆาตกรรมโหดขนาดไหน และเรื่องก็ไม่ได้เน้นไปที่ความกดดันจากคดีฆาตกรรมแต่อย่างใด กลายเป็นว่าหลังจากฉากฆ่าโหดในตอนแรก เรื่องอาจจะมีดราม่าเศร้าเครียดบ้างก็สั้นๆ ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินทางแบบสดใสเหมือนเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ โยนอดีตทิ้งไปเลยมากกว่า ซึ่งแรกๆ อาจจะขัดความรู้สึกอยู่บ้าง แต่พอเดินเรื่องไปเรื่อยๆ เราจะค่อยๆ เข้าใจความรู้สึกของทั้งคู่ว่าจริงๆ แล้วนี่เป็นการแสวงหาความสุขในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตมากกว่า ซึ่งทั้งคู่รู้ดีว่าจุดจบของเรื่องราวนี้คงไม่สวยงามอย่างที่พยายามกลบเกลื่อนไว้ตลอดทาง

แล้วหนังเรื่องนี้มีฉาก SEX ของทั้งคู่ไหม? ก็ต้องบอกว่ามี และก็ชัดเจนในแบบเลสเบี้ยนผลัดกันทำให้มีความสุขทั้งสองคน โป๊เปลือยแบบหมดตัวทั้งคู่ ถึงขนาดฉากออรัลเซ็กส์ก็ยังสมจริงจนถึงขั้นเห็นขนกันเลย แต่หนังก็เลือกวางส่วนนี้ไว้ท้ายสุดของเรื่องราว ให้เป็นไคลแม็กซ์ที่สวยงามมีเหตุผลส่งไปถึงทางออกในตอนจบ แม้ระหว่างทางมีหลายฉากที่พาบิ้วอารมณ์ให้ไปทางนั้นได้ แต่เรื่องก็ไม่ยอมเข้าไปถึงจุดนั้นเลย แม้แต่จูบนัวเนียกันก็ไม่มี (ยกเว้นตอนเริ่มต้นนิดหนึ่งที่สึจิมูระนัดพบเรอิครั้งแรกเหมือนกึ่งระบายกึ่งหลอกใช้นิดๆ) และยังนำเสนอความขัดแย้งของทั้งคู่ในเรื่องนี้ออกมาตลอด เพราะสึจิมูระไม่ใช่เลสเบี้ยน แม้ไม่ได้รังเกียจเรอิก็ตาม แต่ก็เป็นคนที่ทำให้เรอิอกหักตั้งแต่สมัยเรียน ด้วยการเลือกไปแต่งงานกับผู้ชาย ในขณะที่เรอิเองก็มีแฟนสาวเลสเบี้ยนที่ตัวเธอทิ้งหนีมาก่อน แต่ก็รู้สึกผิดอยู่เสมอเพราะอีกฝ่ายจริงจังกับเธอมาก ซึ่งในระหว่างเดินทางนี้เอง ความรู้สึกกดดันน้อยเนื้อต่ำใจเมื่อความรักในตอนนี้ที่หนีมาด้วยกันก็ยังดูไม่สมหวัง ทำให้ทั้งคู่มีช่วงระเบิดอารมณ์ทะเลาะกัน ก่อนจะปรับความเข้าใจกันได้เป็นพักๆ แต่สถานะของเรอิกับสึจิมูระก็ไม่ใช่คู่รักหรือแฟนกันแต่อย่างใด เหมือนเพื่อนในอดีตได้หวนกลับหากันอีกครั้งมากกว่า

นอกจากฉาก SEX ในตอนไคลแม็กซ์แล้ว ตัวเรื่องยังมีฉาก SEX ของเรอิกับสามีของสึจิมูระและชายแปลกหน้าระหว่างทางเพิ่มมาด้วย ซึ่ง คิโกะ มิซุฮาระ นักแสดงในบทนี้เปลืองตัวมากๆ แต่ก็เป็นบทที่มีเหตุผลเข้าใจได้ว่าทำไมเลสเบี้ยนอย่างเธอถึงยอมมีสัมพันธ์กับผู้ชายแบบนั้น

ด้วยความที่ตัวเรื่องเป็นหนังเพศทางเลือก ก็เลยมีบทปมปัญหากับทางบ้านใส่มาด้วย แต่ก็ไม่ได้เน้นมาก และก็ไม่ได้ออกแนวครอบครัวต่อต้าน ในเรื่องนี้ครอบครัวแทบจะยอมรับไปแล้ว คงเพราะหนังทำออกมาในยุคสมัยนี้ที่เรื่องเพศทางเลือกเปิดกว้างกันแล้วก็เลยไม่ต้องมาเน้นประเด็นความขัดแย้งอะไรตรงนี้มาก (แบบซ้ำๆ กับหนังแนวนี้ด้วย)

ตัวหนังยาว 2 ชั่วโมงกว่า ถือว่ายาวมากอยู่เหมือนกัน แต่ความยาวของเรื่องนั้นส่วนใหญ่มาจากการถ่ายทอดฉากสวยๆ แนวโรดทริป ที่สวยตั้งแต่ในกรุงโตเกียวจนถึงต่างจังหวัดบ้านเกิดของสึจิมูระกับเรอิที่ทั้งคู่เดินทางกลับไป ซึ่งถ้าใครชอบฉากพวกนี้ก็ดูได้เพลินๆ ส่วนแนวดราม่าของเรื่องไม่ได้ยืดอะไรมาก มีฉากทิ้งอารมณ์นิ่งๆ ตามปกติของหนังแนวนี้กับความเป็นหนังญี่ปุ่นที่เน้นโคลสอัพอารมณ์บนใบหน้าตามปกติ หนังมีเหตุการณ์ตัดสลับอดีตกับปัจจุบันไปเรื่อยๆ ดูแล้วเดาเรื่องได้ยากกว่าจะไปต่อยังไงตลอดเวลา เพราะจุดหมายของทั้งคู่ไม่มี เป็นการเดินทางไปเรื่อยๆ แบบไปตายเอาดาบหน้ามากกว่ามีแผนการหนี ซึ่งก็เป็นข้อดีที่ทำให้คนดูพยายามคิดตลอดเวลาว่าเรื่องนี้จะจบลงยังไง โศกนาฎกรรมหรือแฮปปี้เอนดิ้งกันแน่ อ่านต่อได้ที่

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *