ทำความรู้จักกับ ปีเตอร์ มอร์แกน ซีรีส์ ‘The Crown’ ซีซั่น 3

2 เม.ย.    Uncategorized

The Crown’ ซีซั่น 3

ทำความรู้จักกับ ปีเตอร์ มอร์แกน ซีรีส์ ‘The Crown’ ซีซั่น 3  วันนี้ (17 พฤศจิกายน) ซีรีส์ ‘ The Crown ’ ซีซั่น 3 จะออกฉายใน Netflix สตรีมมิ่งออนไลน์อันโด่งดังอีกครั้ง หลังจากที่แฟนๆ รอคอยกันมานาน โดย The Crown เป็นเรื่องราวของราชสำนักแห่งสหราชอาณาจักร โดยมีตัวเอกอยู่ที่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ซึ่งเป็นกษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักรองค์ปัจจุบัน โดยซีรีส์จับช่วงเวลาตั้งแต่ก่อนการขึ้นครองราชย์ของพระองค์ ผ่านเหตุการณ์สำคัญ และเบื้องลึกเบื้องหลังผ่านหน้าประวัติศาสตร์กับตัวละครที่มีชีวิตจริงๆ

The Crown ถือเป็นซีรีส์ที่คนนิยมกันมาก และยังใช้ทุนสร้างมหาศาล โดยซีซั่นแรกนั้นใช้เงินไปถึง 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แพงเป็นสองเท่าเทียบจากรายได้ที่เชื้อพระวงศ์ทุกองค์ในราชวงศ์วินเซอร์ต้องจ่ายเป็นภาษีกับแผ่นดิน

สำหรับซีซั่น 3 นี้ยังไม่ใช่ซีซั่นจบของซีรีส์ชุดนี้ แต่จะมีอีกหลายซีซั่นพร้อมกับบุคคลในหน้าประวัติศาสตร์ที่จะปรากฏตัวผ่านการแสดงอันเข้มข้นอย่างยิ่ง

โดยชายที่เป็นคนเขียนบทซีรีส์อันโด่งดังเรื่องนี้ คือ ปีเตอร์ มอร์แกน มือเขียนบทอันเก่งกาจที่ฝากผลงานภาพยนตร์สะท้อนเหตุการณ์ประวัติศาสตร์มากมายของสหราชอาณาจักร มอร์แกนมีประสบการณ์การเขียนบทมาอย่างโชกโชน ทั้งการเขียนบทภาพยนตร์หรือบทละครเวทีก็เคยทำมาแล้วทั้งสิ้น

แถมแทบทุกเรื่องยังได้รับความนิยมและประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่งด้วย

ในซีรีส์ The Crown เขาถ่ายทอดให้เห็นถึงวิกฤต ความวุ่นวาย การปรับตัวเปลี่ยนผ่านของสถาบันกษัตริย์อังกฤษ โดยเขาตอกย้ำให้เห็นว่า

 

“การเป็นควีนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเสียเลย”

 

1 ปีเตอร์ มอร์แกนเกิดเมื่อปี ค.ศ.1963 ในครอบครัวผู้อพยพ พ่อเขาเป็นยิวและหนีภัยนาซีมาอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะที่แม่เป็นชาวโปแลนด์ ที่หนีภัยการรุกรานของสหภาพโซเวียตมายังอังกฤษ ทั้งสองคนพบกันในลอนดอนเมื่อปี ค.ศ.1950 และอาศัยอยู่ในย่านชานเมือง ตัวมอร์แกนนั้นหากอยู่บ้านเขาจะพูดภาษาเยอรมัน แต่ถ้าไปโรงเรียนออกไปข้างนอกก็จะใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร และด้วยความที่พ่อกับแม่ต้องละทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนมาเผชิญความแปลกแยกในแผ่นดินใหม่ มันเลยมีส่วนในการสร้างตัวตนของเขา

เมื่ออายุได้เก้าขวบ พ่อของเขาเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจวายเฉียบพลัน ทำให้หนูน้อยมอร์แกนยิ่งต้องเข้มแข็งฟันฝ่าสมรภูมิชีวิต

นักเขียนบทคนนี้เรียนจบจากมหาวิทยาลัยลีดส์ และพยายามจะเริ่มอาชีพการแสดง แสดงบทบาทเล็กๆ ก่อนจะไปเอาดีด้านการเขียนบท โดยเคล็ดลับอย่างหนึ่งของมอร์แกนก็คือ เขาไม่ค่อยให้สัมภาษณ์มากนัก เพราะไม่อยากให้ใครรู้จักตัวตนของเขา มอร์แกนบอกว่า “เวลาผมเห็นพวกนักเขียนไปออกรายการทีวีโชว์มากๆ ผมคิดเลยว่าน่าจะระวังตัวหน่อย ไม่ควรจะไปทำแบบนี้ เพราะการทำแบบนี้จะนำไปสู่จุดจบของความคิดสร้างสรรค์”

ความหลงใหลในละครเวทีและความสามารถในงานเขียนทำให้เขาเขียนบทภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมหลายชิ้น หลายคนเห็นว่าบทของเขาโดดเด่นด้วยทักษะการขุดเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่เข้าถึงคนวงในที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ซึ่งมอร์แกนนั้นเก่งกาจในการถ่ายทอดเรื่องราวแบบนี้ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม

ผลงานแจ้งเกิดคือบทภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดความขัดแย้งความเป็นคู่แข่งกันมายาวนานของ โทนี่ แบลร์ กับ กอร์ดอน บราวน์ ในภาพยนตร์เรื่อง ‘The Deal’ ซึ่งตอนแบลร์เป็นนายกรัฐมนตรี ตัวบราวน์เองเป็น รมว.คลัง โดยหนังฉายภาพให้เห็นว่าทั้งสองคนเริ่มต้นอาชีพการเมืองไล่เลี่ยกัน เคยใช้สำนักงานเดียวกัน มีเสน่ห์ความสามารถ แต่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว และก็ขับเคี่ยวกันมาตลอดเส้นทางอาชีพนักการเมือง โดยเรื่องนี้มอร์แกนเอามาจากหนังสือของนักข่าวที่บอกเล่าความขัดแย้งแข่งขันกันของทั้งคู่

หลังจากนั้น ปีเตอร์ มอร์แกน ขยับมาเขียนบทบุคคลที่สำคัญขึ้นไปอีก นั่นคือภาพยนตร์เรื่อง ‘The Queen’ ที่ออกฉายในปี ค.ศ.2006 และทำให้ เฮเลน เมียร์เรน นักแสดงผู้รับบทเป็นควีนเอลิซาเบธคว้ารางวัลออสการ์จากผลงานนี้มาได้ โดยภาพยนตร์จับเหตุการณ์การสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงไดอาน่า และบทบาทของ โทนี่ แบลร์ ที่ตอนนั้นพึ่งรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีใหม่ๆ กับการปรับตัวครั้งสำคัญของสถาบันกษัตริย์อังกฤษ

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยก็คือตัวปีเตอร์ มอร์แกน แม้จะเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง The Queen แต่เขาไม่เคยเข้าไปในพระราชวังบักกิ้งแฮมมาก่อน เขาต้องรอถึงปี ค.ศ.2015 (หลัง The Crown ซีซั่น 1 ออกฉายแล้ว) ถึงจะได้เข้าไปในพระราชวังอันเป็นที่พำนักหลักของประมุขประเทศที่เขาเอาพระราชประวัติของพระองค์ช่วงหนึ่งมาเขียนเป็นบทภาพยนตร์

โดยการเข้าไปในพระราชวังบักกิ้งแฮมในปีนั้น มอร์แกนได้เข้าร่วมพิธีมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งเขาได้รับเครื่องราชย์ในชั้น C.B.E. ด้วย

ตัวมอร์แกนเองยอมรับว่าตัวเองไม่เคยรู้สึกเป็นคนอังกฤษมากนัก แต่นั่นแหละที่ทำให้เขาได้จัดเต็มกับการเขียนบทเกี่ยวกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของประเทศ รวมถึงการเขียนบทเกี่ยวกับประมุขของประเทศ แต่ก็ไม่ใช่ทำงานแบบลุยดะใส่เต็มข้อ เพราะเขาทำงานอิงกับข้อเท็จจริง ระมัดระวังเรื่องนี้มาก แต่ก็ไม่ใช่กลัวจนไม่กล้าจะเขียนอะไร

ที่สำคัญ เขาเน้นย้ำว่าเวลาเขียนบทภาพยนตร์เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ไม่ใช่การเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นใหม่ แต่ต้องใช้จินตนาการถึงเหตุการณ์บางเรื่องที่ไม่มีการบันทึกและไม่มีใครรู้ไว้ด้วย และแน่นอนพวกเหตุการณ์แบบนี้มันมีเยอะมากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ อย่างในซีรีส์ The Crown เหตุการณ์การพบปะกันระหว่างนายกรัฐมนตรีกับประมุขของประเทศ ซึ่งไม่มีใครบันทึกการพูดคุยนี้ไว้ มันต้องใช้จินตนาการจากข้อมูลต่างๆ มาร้อยเรียงเป็นเรื่องราวผ่านบทภาพยนตร์ว่า จริงๆ แล้วนายกรัฐมนตรีกับกษัตริย์คุยอะไรกัน

ความโดดเด่นของ The Crown คือการถ่ายทอดการเปลี่ยนผ่านของควีนเอลิซาเบธ จากวัยสาวสู่การเป็นสัญลักษณ์ของชาติ ซึ่งมอร์แกนถ่ายทอดความเจ็บปวดนี้ออกมาได้ตลอดสองซีซั่นที่ผ่านมา และในซีซั่นนี้ที่มีการเปลี่ยนนักแสดงยกชุดเพื่อเข้ากับเหตุการณ์ที่ตัวละครในซีรีส์มีอายุมากขึ้น มอร์แกนก็ยังจับประเด็นหลักนี้ไม่พลาด

เขาถ่ายทอดประเด็นหลักที่ต่อเนื่องจากภาพยนตร์ The Queen สู่ซีรีส์ The Crown นั่นก็คือการชี้ให้เห็นว่า ประมุขของสหราชอาณาจักรก็เหมือนคนทั่วไป มีความผิดพลาด มีความตื่นตระหนก และเรื่องราวในซีรีส์ก็ไม่ใช่ภาพเพ้อฝัน แต่เป็นเรื่องจริงที่จับใจคนได้เป็นอย่างดี

 

ดูหนังออนไลน์       

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *